วันเสาร์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

HEALTHY EATING


มะละกอ


    มะละกอสุก ๆ เนื้อสีส้มแดงนี่แหละขอบอกว่าเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดของความมีประโยชน์ทีเดียว ใครไม่กินก็บอกได้เลยว่า คุณกำลังพลาดของดีชนิดที่สุขภาพไม่น่าให้อภัยเลย มะละกอสุกกินง่ายกว่ามะละกอดิบตั้งเยอะสามารถปอกเปลือกแล้วลำเลียงลงกระเพาะได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการปรุงแต่งแต่อย่างใด เป็นอาหารบริสุทธิ์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างมาให้เรา ฉะนั้นเรามาว่ากันถึงความอร่อยและมีประโยชน์ของมะละกอกันเลยดีกว่า
   นอกจากเนื้อหวาน ๆ แสนอร่อยแล้วทุกส่วนของมะละกอยังสามารถนำมาใช้ทำยาได้ ผลการวิจัยพบว่า ประโยชน์ของมะละกอมีอยู่มากมายตั้งแต่ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี บรรเทาอาการท้องผูกซึ่งเป็นที่มาของโรคริดสีดวงทวาร ป้องกันอาการตับโต เป็นยาบำรุงหัวใจ ตับ และสมอง

สรรพคุณและประโยชน์ของมะละกอยังเผื่อแผ่ไปถึงเด็กทารกที่ดูดนมมารดาอีก เพราะช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมมากขึ้นป้องกันโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในลำไส้ เรื่องความสวยงาม มะละกอยังมีเอนไซม์ที่ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี ใครอยากมีผิวหน้าเนียนขาวนุ่มชุ่มชื่นก็นำมะละกอสุกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำผึ้ง แท้ 1 ช้อน นมสดอีก 1 ช้อน ปั่นเข้าด้วยกันเป็นครีมข้น ทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ 10 - 15 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็เห็นผลทันตาและทันใจทีเดียว 





สตอเบอรี่


1.ดูแลสายตา ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาส่วนใหญ่จะเกิดจากอนุมูลอิสระ และการขาดสารอาหารบางชนิด และเมื่อเราอายุมากขึ้น ดวงตาของเรายิ่งถูกทำร้ายได้ง่าย ซ้ำร้ายความแก่ชราจะทำให้กล้ามเนื้อดวงตาเสื่อมสภาพ แต่สตรอวเบอร์รี่มีสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างวิตามินซี ฟลาโวนอยด์ กรดฟีโนลิก และกรดเอลลาจิก ซึ่งช่วยชะลอกระบวนการดังกล่าว แถมยังมีโพแทสเซียมซึ่งช่วยปรับความดันในตาให้เป็นปกติอีกด้วย

2.ป้องกันโรคข้ออักเสบและโรคเกาต์  เมื่อกล้ามเนื้อถูกใช้งานนาน ๆ เข้า กล้ามเนื้อของเราก็มีแต่จะถดถอยของเหลว บริเวณข้อต่อกระดูก็จะเหือดแห้งลงไปเรื่อย ๆ และร่างกายก็สะสมสารพิษอย่างกรดยูริกเอาไว้มากขึ้น ๆ ทำให้โรคข้ออักเสบและโรคเกาต์ถามหา แต่อย่าห่วงไป เพราะเราสามารถขับไล่โรคทั้งสองได้ด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ และสรรพคุณล้างพิษของสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

3.กำราบโรคมะเร็ง  กินสตรอวเบอร์รี่ทุกวันสิคะเซลล์มะเร็ง และเนื้องอกต้องชิดซ้ายหลีกทางให้แก่สารต้านอนุมูลอิสระอย่างวิตามินซี โฟเลต และแอนโธไชยานินส์ ที่มีอยู่มากมายในสตรอวเบอร์รี่ค่ะ

4.ส่งเสริมการทำงานของสมอง ยิ่งแก่ยิ่งขี้หลงขี้ลืม เพราะเนื้อเยื่อและเส้นประสาทในสมองเสื่อมสภาพจากอนุมูลอิสระตัวร้าย ซึ่งสตรอวเบอร์รี่ช่วยได้ เพราะมีวิตามินซี และไฟโตนิวเทรียนต์ ที่ทำให้อนุมูลอิสระหมดฤทธิ์ และคืนความอ่อนเยาว์ให้แก่ระบบประสาท แถมยังมีไอโอดีนที่ทำให้สมองและระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกด้วย

5.ลดความดันโลหิต หากโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดความดันโลหิตสูง สตรอวเบอร์รี่ก็มีโพแทสเซียมและแมกนีเซียมที่ช่วยปรับความดันให้เป็นปกติค่ะ

6.ปราบโรคหัวใจ ใยอาหาร โฟเลต และสารต้านอนุมูลอิสระมากมาย จะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย แถมวิตามินบีบางชนิดที่พบได้ในสตรอวเบอร์รี่ จะเสริมสร้างกล้ามเนื้อหัวใจให้แข็งแรงอีกด้วย





มะเขือเท 

    มะเขือเทศเป็นผลไม้ที่ทุกคนรู้จักกันดี ที่จะพูดถึงก็คือเจ้า "มะ" ตัวดีนี้มีวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามินเอ, วิตามินซี, วิตามินบี1 รสเปรี้ยวของมะเขือเทศเกิดจากการที่มีกรดซิตริค
นอกจากนี้ ยังมีเกลือแร่อีกหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินบี1 เป็นสารอาหารที่สำคัญในการพัฒนาของสมอง ซึ่งวิตามินนี้มีในมะเขือเทศปริมาณมาก ดังนั้น การที่ให้เด็กๆ รับประทานมะเขือเทศให้มากจะช่วยให้ความจำดีขึ้น ลดอาการอ่อนล้าของสมอง
ในทางแพทย์แผนโบราณจีนถือว่า มะเขือเทศมีรสหวานเปรี้ยว เย็นเล็กน้อย มีสรรพคุณช่วยย่อยอาหาร ทำให้มีน้ำหล่อเลี้ยงดับกระหาย แก้แพ้แผลร้อนในภายในช่องปาก เป็นยาดับร้อนถอนพิษ ทำให้เลือดเย็น ลดความดันเลือด เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นอาหารของผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดัน และโรคตับอักเสบ ถ้ารับประทานมะเขือเทศเป็นประจำวันละ 1-2 ผล จะช่วยให้อาการของโรคดีขึ้นอีกทางหนึ่งด้วยขณะที่วารสารสมาคมแพทย์อเมริกัน เผยว่า การดื่มน้ำมะเขือเทศสามารถลดการก่อตัวของเกล็ดเลือดที่นำไปสู่ภาวะเส้นเลือดอุดตันได้ ผช.ศ.ดร.สจวร์ต เวลส์ จากวิทยาลัยแพทย์ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า เมื่อเกล็ดเลือดเกาะตัวกัน มันจะลอยไปอุดตันตามที่ต่างๆ อย่างเส้นเลือดเลี้ยงสมองเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจ ซึ่งสภาวะเช่นนี้เป็นปัญหาที่พบมากในผู้ป่วยโรคหัวใจ และโรคเบาหวาน
    จากการให้อาสาสมัครผู้ป่วยเบาหวานชาย 14 คน หญิง 6 คน ช่วงอายุ 48-32 ปี แบ่งกลุ่มดื่มน้ำมะเขือเทศ และเครื่องดื่มแต่งกลิ่นน้ำมะเขือเทศ พบว่ากลุ่มที่ดื่มน้ำมะเขือเทศแท้ มีภาวะอุดตันของเกล็ดเลือดลดลงในระดับต่ำมาก ส่วนกลุ่มที่ดื่มเครื่องดื่มแต่งกลิ่นสังเคราะห์ไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆผช.ศ.มาโนฮาร์ แอล. การ์จ หนึ่งในทีมวิจัยและนักโภชนาการ แห่งมหาวิทยาลัยนิวคาสเซิล ออสเตรเลีย อธิบายว่า สารประกอบชื่อ "พี 3" ที่แยกตัวออกมาจากวุ้น สีเหลืองรอบๆ เมล็ดมะเขือเทศ เป็นตัวสำคัญที่ต่อต้านการเกาะตัวของเกล็ดเลือด และผู้ป่วยเบาหวานดื่มน้ำมะเขือเทศมีน้ำตาลอยู่ ถึงจะไม่มาก แต่จะดื่มขนาดไหนก็ได้ ขึ้นอยู่กับการควบคุม น้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยแต่ละคน ไม่ใช่ว่าอยากหายเลยดื่มเอาๆ อีกอย่างมันมีฤทธิ์เป็นกรดด้วย ถ้าดื่มมากคงไม่ดีต่อท้องแน่ๆ




ส้ม


1.ส้มเป็นผลไม้นางเอก มีสารไฟโตนิวเทรียนต์มาก ซึ่งทำหน้าที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ รวมถึงสารกลุ่มฟลาวาโนนส์ สารแอนโธไชยานินส์ สารโพลีฟีนอลส์ และวิตามินซี ที่ช่วยทำให้ผิวสวยกระจ่างใส  ส้ม มีคอลลาเจน ช่วยซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ไม่แห้งแตก และช่วยสมานแผลหลังผ่าตัด แผลไฟไหม้ ให้หายเร็ว และแผลเรียบเนียนขึ้น 

2.ส้มให้แคลเซียมและวิตามินดี แก่ร่างกาย มากพอๆ กับนม และแคลเซียมจะไปเสริมสร้างกระดูก แต่ถ้าไม่มีวิตามินดี ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารได้ นอกจากนี้ส้มยังมีวิตามินซี ซึ่งจะช่วยเพิ่มกระบวนการดังกล่าวอีกด้วย แต่พึงเข้าใจด้วยว่า กรดอะซีติกในส้ม อาจทำลายสารเคลือบฟันได้ จึงไม่ควรแปรงฟันภายในหนึ่งชั่วโมงหลังจากทานส้มหรือดื่มน้ำส้ม

3.ส้ม มีสารฟลาโวนอยด์ ช่วยป้องกันการอักเสบ ช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และป้องกันเลือดจับตัวเป็นก้อน ยิ่งไปกว่านั้นส้มยังช่วยป้องกันและรักษาเลือดออกตามไรฟัน และมีคุณสมบัติช่วยล้างพิษในร่างกาย 

4.เปลือกของส้ม มีสารมหัศจรรย์อยู่มากมาย และหนึ่งในนั้นคือการPolymethoxylated Flavones (PMFs) และสาร D-Limonene ซึ่งช่วยลดคอเลสเตอรอล ปรับระดับน้ำตาลในเลือด การกรองสารพิษของตับ นอกจากนี้จากการศึกษายังชี้ว่า เม็ดสีในส้มเขียวหวานจะช่วยลดคอเลสเตอรอลชนิดเลว (LDL) โดยไม่ส่งผลต่อคอเลสเตอรอลชนิดดี (HDL)

5.ตำรับจีนมักเสิร์ฟเปลือกส้ม คู่กับอาหารเนื้อสัตว์ เพื่อย่อยอาหารที่มีไขมันสูง บางตำราแนะนำให้เริ่มวันใหม่ด้วยน้ำเลมอน 12 ออนซ์ ผสมกับน้ำกรองแล้วที่อุณหภูมิห้อง จะช่วยชะล้างของเสียในระบบย่อยอาหารและลำไส้ได้ เพราะมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ 

6.ส้ม อุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระซึ่งจะช่วยปกป้องแก้วตาจากโรคต้อกระจก และจากการศึกษายังพบว่า การบริโภควิตามินอีและซีในปริมาณมาก จะช่วยป้องกันโรคต้อกระจกได้ แม้แต่ในกลุ่มผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคนี้สูง


7.ส้ม จะทานก็ได้ จะดมผิวก็ได้ เพราะส้มมีสารโฟเลตซึ่งช่วยให้สมองหลั่งฮอร์โมนซีโรโทนิน อันเป็นสารแห่งความสุข กลิ่นของผลไม้ตระกูลส้มสามารถทำให้เบิกบานได้






                                                                                              

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น